“ยอม” หรือ “อยาก”

posted on 07 Apr 2011 21:03 by sunl19ht-r0ad

เคยไหม? เมื่อมีชายหนุ่มมาชวนเพื่อนสาวของเราไปเที่ยว

เราถามเธอว่า “แกจะยอมไปรึเปล่า?”

 

หรือเมื่อเขามาขอเพื่อนเราเป็นแฟน

เราพูดกับเธอว่า “จะยอมเป็นแฟนเขาป่ะวะ?”

 

มากไปกว่านั้น หากเราได้ยินว่าเพื่อนเราไปมีเซ็กส์กับชายผู้นั้นมาแล้ว

เราเม้าท์กับเพื่อนคนอื่นๆ ว่า “มันยอมเขาได้ไงนะ?”

 

คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นรอบตัวฉันตลอดเวลา เพราะคนเรามักสนใจความเป็นไปในความสัมพันธ์ของเพื่อนรอบตัวเรา และแสดงความคิดเห็นของตัวเองเสมอ ฉันขัดใจและยังคงอึดอัดหลายครั้งที่ได้ยินคำถามที่มีคำว่า “ยอม”

แต่ก็อดกลั้นเก็บมันไว้ในใจตลอดมา

 

จนกระทั่งวันหนึ่งได้ยินเพื่อนพูดว่าแฟนของเธอคงจะถูกใจผู้หญิงแบบแฟนเก่าของเขามากกว่า เธอบอกว่าเพราะผู้หญิงคนนั้นเที่ยวกลางคืนได้ แตะได้ จับได้ พูดง่ายๆ คือ “ยอม”

ฉันจึงสวนไปว่า “ทำไมแกไม่คิดบ้างว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาก็อาจจะ ‘อยาก’ ก็ได้ อยากให้แตะ อยากให้จับ ใช่ว่าเขาทำเพราะยอมอย่างเดียวเสียหน่อย”

 

ฉันเข้าใจว่าเพศหญิงถูกปลูกฝังให้เก็บกดความรู้สึกอารมณ์ทางเพศ ไม่ให้แสดงออกในทุกด้าน ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กทารกตัวยาวเท่าหนึ่งไม้บรรทัด เวลาเอามือไปจับอวัยวะเพศ พ่อแม่ก็มักจะตีมือแล้วดุว่ามันไม่สมควรทำ นิทานก่อนนอนที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง คือนิทานที่เจ้าหญิงต้องรอให้เจ้าชายมาขอแต่งงาน เมื่อโตเป็นวัยรุ่น ค่านิยมนี้ก็ฝังเข้ากระดูกดำเราไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว

สังคมเราเข้าใจว่าผู้ชายควรเป็นฝ่ายเริ่ม เป็นฝ่ายที่มีความรู้สึกทางเพศ ไม่ว่าจะตั้งแต่เข้ามาจีบ มาแตะเนื้อต้องตัว แต่หากเกิดอะไรเสียหายขึ้น ทุกคนต่างมองที่ฝ่ายหญิงอย่างแรกว่า “ผิดที่ไปยอมเขาเอง”    

เราใช้คำว่า “ยอม” กันจนเป็นเรื่องปกติ จนนำไปสู่ทัศนคติในเรื่องอื่น เช่น ผู้หญิงที่ไม่ยอมง่ายๆ ถือว่า “ดี” “มีคุณค่า” ผู้หญิงที่ยอมเสมอนั้น “ไม่มีราคา”ผู้ชายไม่เห็นคุณค่าจะทิ้งไปวันไหนก็ได้

ทั้งที่หลายครั้ง คำว่า ยอม” นั่นแหละที่ทำร้ายใจเราเอง

 

อย่างในเรื่องเซ็กส์ หลายคนตั้งเส้นไว้ว่าจะยอมให้เขา เมื่อได้ใช้เวลารู้จักกันพอสมควรแล้ว หรือเมื่อมั่นใจว่าเขารักเราจริงๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าวันหนึ่ง เขากลับไปจากเรา ก็คือเราไม่ใช่หรือที่โทษตัวเองว่าไม่น่ายอมให้เขา กลายเป็นแผลในใจ หรือบางคนก็ “ปล่อยตัว” เสียเลย

แต่หากเราลองเปลี่ยนทัศนคติ ยึดที่ตัวเราเป็นหลักบ้างว่า เราอยากจะมีเซ็กส์กับเขาไหม พร้อมหรือยัง รับผิดชอบได้หรือเปล่า ถ้าทุกอย่างมันเป็นความต้องการของเราด้วย แล้วสุดท้าย เขายังไปจากเราอยู่ดี ก็คงตอบได้เลยว่า เพราะเขาหวังจากเราแค่เรื่องนี้จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรต้องไปเสียใจหรือเสียดายกับคนที่ไม่ได้คิดจริงจังกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

คำง่ายๆ กับค่านิยมเรื่องเพศที่โดนปลูกฝังอย่างยากที่จะถอนออกนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าเพศหญิงอ่อนด้อยกว่า เพศหญิงต้องรอให้เพศชายมากระทำ แล้วทางเลือกของเราคือ “ยอม” หรือ “ไม่ยอม” เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงเราต่างมีความรู้สึกกับเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับเพศชายเลย หากไม่ได้ถูกสั่งสอนให้เก็บกดไว้ตั้งแต่เด็ก

ฉันคิดว่าผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะ อยากไม่ใช่แค่ ยอมมีทางเลือกที่จะ เริ่มไม่ใช่เพียง รอและสามารถ เลือกได้ไม่ใช่ ให้ใครมาเลือก” เพียงอย่างเดียว

 
ลงใน http://teenpath.net/content.asp?ID=13611

วันหนึ่งขณะที่เด็กอายุ๑๖ อย่างฉันกำลังขมักเขม้นกับการเล่น facebook และ msn เหมือนกับเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ คุณแม่ก็ส่งคลิปการสอนเพศศึกษาในเรื่องของการทำแท้งที่ประเทศอังกฤษมาให้ดู

          ฉันเห็นภาพบรรยากาศในห้องเรียนซึ่งเด็กรุ่นเดียวกันหรืออาจจะน้อยกว่าฉันแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ และมีคุณครูท่าทางใจดีที่คอยรับฟังทุกคนและอธิบายต่อยอดจากความเห็นของแต่ละคน

          ฉันไม่สามารถเห็นบรรยากาศแบบนี้ในห้องเรียนซึ่งฉันเรียนอยู่ได้เลย ยิ่งเป็นในวิชาเพศศึกษาด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะแค่ตัววิชาเองยังไม่มีในหลักสูตรด้วยซ้ำ และวิชาสุขศึกษาก็มัวสอนแต่เรื่องร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เคยเรียนตั้งแต่สมัยประถมแล้ว ยิ่งดูคลิปวิดีโอนี้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งอิจฉามากขึ้น เพราะเขายังมีศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องเพศที่เหมาะกับวัยรุ่น ซึ่งพร้อมจะบอกทางเลือก และให้ข้อมูลที่เป็นจริงทุกอย่างกับผู้ที่ไปรับบริการ โดยเขายังเน้นที่ความเป็นกันเองเพื่อให้วัยรุ่นสบายใจอีกด้วย

          ฉันย้อนกลับมาดูในประเทศของเรา ซึ่งขณะนี้กำลังมีข่าวพบซากเด็กทารกจากการทำแท้งสองพันกว่าชิ้น ข่าวที่ออกมานี้ย้ำความจริงแก่เราว่า มีผู้ที่ทำแท้งมากเท่าไหร่ และความต้องการทำแท้งนั้นก็ยังมีอยู่เสมอๆ แสดงให้เห็นถึงจำนวนของเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน และไม่ได้ต้องการให้ท้อง ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มียอดทำแท้งมากกว่าสองแสนรายต่อปี แต่น่าแปลกที่ในประเทศไทยมีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้เพียงสองกรณี ไม่ต้องพูดถึงทัศนคติต่อผู้ที่ท้องแล้วไปทำแท้งเลยว่าจะถูกกล่าวหามากขนาดไหน ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นยิ่งถูกมองว่าเป็น “เด็กใจแตก” ถึงขั้นพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน โดนกดดันให้ออกจากโรงเรียน หรือเพื่อนเลิกคบกันเลยทีเดียว

          เราให้เหตุผลว่าการทำแท้งนั้นเป็นบาป ผิดศีลธรรม คนไหนทำจะโดนตราหน้าว่าเป็นหญิงใจบาป แต่อย่าลืมว่าขอบเขตศีลธรรมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน สมควรหรือที่เราจะยึดเอาศีลธรรมอย่างหนึ่งกับคนทั้งประเทศ?

          และแม้ว่าเราจะเป็นเด็กวัยรุ่น ต้องโดนให้ออกจากโรงเรียน ไม่พร้อมทางด้านฐานะที่จะเลี้ยงดูเด็ก และอาจเป็นปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตต่อไปในอนาคต ไม่มีวุฒิภาวะพอและสภาพจิตใจไม่พร้อมจะเป็นแม่ แต่เราต้องทนตั้งท้องและคลอดลูก เพียงเพราะมันเป็นบาป เลยไม่สามารถจะทำแท้งอย่างถูกกฎหมายได้งั้นหรือ?

          แล้วต่อให้วัยรุ่นที่พร้อมที่จะมีลูกจริงๆ แล้วใครที่ไหนจะกล้าท้องออกไปให้สังคมเห็น ในเมื่อโดนจัดประเภทเป็น “เด็กใจแตก” ไปแล้ว ?

          เมื่อรัฐบาลพบคลินิกรับทำแท้งเถื่อนก็บุกทำลายคลินิก เมื่อพบซากเด็กทารกก็ตามหาผู้ให้บริการทำแท้งเถื่อน แต่ไม่เคยเห็นว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอะไร และควรจะแก้ปัญหาที่ตรงไหน หากวันหนึ่งที่คลินิกทำแท้งเถื่อนหมดไป เราคงต้องทำแท้งด้วยตัวเอง แล้วแบบนั้นจะไม่อันตรายมากกว่าอีกหรือ?

          ฉันเคยสัมผัสความกังวลว่าจะตั้งท้องจากเพื่อนวัยเดียวกันคนหนึ่ง ฉันได้กลิ่นของความกดดันในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นถ้าท้องขึ้นมาจริงๆ แล้วจะทำยังไงต่อไป พ่อแม่จะว่ายังไง เพื่อนจะมองแบบไหน สังคมจะมองว่าเป็นคนยังไง โรงเรียนจะไล่ออกหรือไม่ มันเป็นความกดดันมหาศาลเกินกว่าที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะรับเอาไว้คนเดียวได้ และแน่นอนว่าเพื่อนของฉันไม่ได้อยากจะให้มีปัญหานี้ขึ้นมาเลย มันเป็นเพียงเพราะความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการป้องกันการท้อง

          แล้วปัญหานี้จะโทษใครได้?

          ในเมื่อโรงเรียนก็ไม่เคยคิดที่จะสอนอย่างจริงจัง พ่อแม่ก็คิดว่าการสอนเพศศึกษาเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แล้วหากสนใจใคร่จะหาความรู้เองก็ยิ่งโดนมองว่า “หมกมุ่น” ในกาม แล้วความรู้ที่ได้มานั้นก็รับประกันไม่ได้เลยว่าจะผิดหรือถูก

          ที่สังคมคอยบอกเราคือเป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ทั้งที่ในสมัยพุทธกาลนั้น ตอนอายุเท่าฉันพระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานแล้ว มันเป็นเรื่องแสนธรรมดาของฮอร์โมนส์ในวัยนี้ที่เราจะสนใจเรื่องเพศ เมื่อถูกกีดกันและเกิดปัญหาขึ้น เพื่อนฉันก็แค่ต้องการคนที่จะให้คำปรึกษา ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และเสนอทางเลือกให้เธอได้ ไม่ดุด่า และซ้ำเติมในการกระทำของเธอ ซึ่งในประเทศนี้ก็หาคนเช่นนั้นยากเหลือเกิน

          หลายครั้งที่ฉันต้องกลับมาทบทวนถึงค่านิยมของสังคมเรา ซึ่งเรามักจะมองว่าคนที่มีปัญหาแบบนั้นแบบนี้ไม่ดี เป็นปัญหาต่อสังคม ทำให้สังคมเสื่อมโทรม แล้วเราได้คิดหรือเปล่าว่าเพราะอะไรเขาถึงมีปัญหา เป็นเพราะสังคมด้วยหรือเปล่าที่ทำให้เขาเกิดปัญหาแบบนั้น เราได้ให้ความรู้ข้อเท็จจริงต่อเขาดีและเพียงหรือยัง ปฏิบัติต่อเขาอย่างไร ไม่ใช่แค่ปัญหาของการตั้งท้อง การทำแท้ง แต่ยังรวมไปถึงปัญหาอื่นๆ อีกด้วย

            ฉันคอยย้ำตัวเองให้มองให้ลึกและกว้าง ไม่ใช่เพียงผิวเผินแล้วด่วนตัดสิน

ลงใน http://teenpath.net/content.asp?ID=13076

ลูกโป่งน้ำ เติมอากาศ

posted on 01 Nov 2010 22:26 by sunl19ht-r0ad
ค่ำวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังเดินข้ามสะพานลอยไปกับเพื่อนผู้เสียใจซ้ำซากกับความรัก เธอเล่าเรื่องเดิมครั้งครา เรื่องที่เธอได้รับรู้จากหนังสือเล่มหนึ่งว่า เรารู้สึกว่ามีอะไรสำคัญหายไปจากเรา และเราตามหาสิ่งๆ นั้น พอหาไปเรื่อยๆ แล้วปรากฎว่าเราไม่พบมัน วันหนึ่งเราก็จะรู้สึกว่า เราสามารถอยู่ได้โดยปราศจากสิ่งที่เราคิดว่ามันหายไป .. ไม่ใช่ว่าฉันไม่เห็นด้วยกับนิยามความขาดหาย และการตามหานี้ ฉันเพียงแต่กำลังคิดหาสิ่งเปรียบเทียบซึ่งคิดว่ามันตรงใจฉันมากกว่า
 
ความจริงแล้วฉันเฝ้าคิดถึงเรื่องที่เธอเล่าหลายครั้ง ก็เธอเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ฉันก็ชอบที่จะฟังมัน เพราะทุกครั้งที่เธอเล่า ความคิดของฉันแล่นไปไม่ซ้ำที่เดิม จนกว่าฉันจะหาความคิดที่เข้าท่าที่สุดได้ และขณะเดินลงจากบันไดสะพานลอยนั้นเอง ฉันก็ประกอบเอาค่านิยมและความเชื่อเกี่ยวกับความรักของฉันเข้าจนกลายออกมาเป็นเรื่องราวหนึ่งได้
 
ฉันกล่าวกับเธอไปว่า "กูว่าจริงๆ แล้ว มันก็จริงที่เราสามารถจะอยู่ได้เมื่อหาสิ่งสำคัญนั้นไม่พบ แต่อาจจะมีบางคนเช่นกูที่รู้สึกว่าเวลาอกหักกูไม่ได้คิดว่าอะไรหายไปแล้วกูต้องตามหา ในเมื่อกูก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเขาที่จากเราไป มันก็เหมือนตอนแรกกูเป็นลูกโป่งใส่น้ำเต็ม ยืดหยุ่นแล้วกลิ้งหลุนๆ ไปได้ด้วยตัวเอง พอเขาค่อยๆ เข้ามาในชีวิต หรืออาจจะพรวดพราดเข้ามาในชีวิต ก็เหมือนกับค่อยๆเป่าลมเข้าไป หรือเป่าปู๊ดๆๆ ลูกโป่งก็จะขยายขึ้น ขยายขึ้น จนกว่าจะหยุดเป่าลม อาจจะรู้สึกว่ามันตึงแล้วจึงหยุดเป่า หรือโชคร้ายเติมลมเข้ามามากไปจนแตกก็ได้ แต่ถ้าสมมุติว่ามันไม่แตก เราก็ได้ใช้พื้นที่ของเราร่วมกับเขา กลิ้งไปกลิ้งมาในลูกโป่งนั้น แต่พอเขาจากเราไปแล้ว ก็กลายเป็นว่าอากาศเป็นพิษ ถ้าค่อยๆ ปล่อยลมออกไป พิษนั้นก็อาจไม่ได้ทำร้ายน้ำจนเน่าเสียนัก ส่วนจะปล่อยพรูดทีเดียว น้ำบางส่วนอาจจะทะลักออกไปก็ได้ แต่บางทีเราอาจจะปล่อยให้เป็นแค่รอยรั่วเล็กๆ ที่ใช้เวลาหลายเดือนหลายปีกว่าจะหดกลับมา เป็นลูกโป่งที่มีแต่น้ำ พิษก็ซึมเข้าน้ำจนยากที่จะบำบัด แต่กูไม่คิดว่ามันจะบำบัดไม่ได้นะ"
 
เพื่อนฉันยิ้มแล้วหัวเราะน้อยๆ กับทฤษฎีที่ไม่ค่อยลงตัวของฉัน "งั้นตอนนี้กูก็กำลังหดสิ"
 
ฉันหัวเราะกับประโยคที่เธอพูดออกมา ตลกดีเหมือนกันที่พูดว่าเรากำลังหดอยู่ แต่ฉันก็หวังให้เธอสามารถหดกลับมาเป็นตัวเอง แล้วพร้อมที่จะยืดออกไปรับใครคนใหม่ได้อีกครั้ง

edit @ 1 Nov 2010 23:29:11 by ถนนสายแดด '